เมื่อผู้คนในเซ็นทรัลพาร์คจู่ ๆ ก็หยุดนิ่งแล้วหันมาฆ่าตัวตายหมู่โดยไม่มีสาเหตุ ปรากฏการณ์ประหลาดนี้แพร่กระจายไปทั่วสหรัฐอเมริกา นี่คือจุดเริ่มต้นของ วิบัติการณ์สยองโลก (The Happening) หนังไซไฟระทึกขวัญปี 2008 จากฝีมือ M. Night Shyamalan กับแนวคิดที่ว่าธรรมชาติอาจตอบโต้มนุษยชาติด้วยวิธีที่โหดร้ายที่สุด แต่การเดินเรื่องที่ไร้ตรรกะและการแสดงที่แข็งกระด้างทำให้หนังเรื่องนี้ไม่สมศักดิ์ศรีของชื่อผู้กำกับ
เนื้อเรื่องย่อ (ไม่สปอยล์ตอนจบ)
เอลเลียต มัวร์ (Mark Wahlberg) ครูวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมในฟิลาเดลเฟีย ตื่นขึ้นมาเช้าวันหนึ่งต้องเผชิญกับข่าวลือว่าผู้คนในเมืองใหญ่กำลังฆ่าตัวตายเป็นจำนวนมากอย่างไม่มีเหตุผล เขารีบพาอัลม่า (Zooey Deschanel) ภรรยาที่กำลังมีปัญหาความสัมพันธ์ หนีออกจากเมืองไปพร้อมกับจูเลี่ยน (John Leguizamo) เพื่อนครูคณิตศาสตร์และลูกสาววัย 8 ขวบของเขา (Ashlyn Sanchez) กลุ่มคนทั้งสี่มุ่งหน้าไปยังชนบทเพนซิลเวเนียด้วยหวังว่าจะปลอดภัยจากภัยพิบัติลึกลับนี้ แต่ระหว่างทางพวกเขาต้องเผชิญกับเหตุการณ์น่าสยดสยอง และพยายามค้นหาว่าอะไรเป็นต้นเหตุ ระหว่างการก่อการร้าย สารพิษ หรือบางสิ่งที่เหนือความเข้าใจ
งานการแสดงและตัวละคร
Mark Wahlberg รับบทเอลเลียต ครูวิทยาศาสตร์ผู้พยายามใช้เหตุผลอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น แต่การแสดงของเขากลับดูแข็งทื่อและไม่เป็นธรรมชาติ บทสนทนาหลายฉากฟังดูเหมือนอ่านจากตำรา โดยเฉพาะฉากที่เอลเลียตพูดถึงทฤษฎีสมคบคิดกับเพื่อนร่วมทาง Zooey Deschanel ในบทอัลม่า ภรรยาที่มีปมลับส่วนตัว ก็ดูเฉื่อยชาและไร้อารมณ์ร่วม ขาดเคมีกับวอลเบิร์ก John Leguizamo มีบทบาทน้อยนิดจนแทบไม่ทิ้งรอยจำ ส่วนเด็กน้อย Ashlyn Sanchez ทำหน้าที่ได้น่ารักตามมาตรฐาน แต่ตัวละครเด็กกลับถูกเขียนให้พูดอะไรที่ไม่สมวัย หนังขาดการพัฒนาตัวละครที่ลึกซึ้ง ทำให้เราไม่รู้สึกอินกับชะตากรรมของพวกเขา
งานกำกับ ภาพ และดนตรี
M. Night Shyamalan เคยสร้างผลงานโด่งดังอย่าง The Sixth Sense และ Signs แต่กับหนังเรื่องนี้ ฝีมือการกำกับดูตกต่ำลงอย่างชัดเจน การสร้างบรรยากาศน่ากลัวทำได้ไม่ดีนัก ฉากฆ่าตัวตายบางฉากอาจสะเทือนใจ แต่มากไปด้วยความตลกขบขันโดยไม่ตั้งใจ (unintentional comedy) โดยเฉพาะฉากที่ตัวละครวิ่งหนีจากลมที่พัดผ่านต้นไม้ งานภาพโดย Tak Fujimoto แม้จะถ่ายทอดความกว้างใหญ่ของธรรมชาติได้งดงาม แต่ก็ไม่ช่วยยกระดับหนัง ดนตรีประกอบของ James Newton Howard นั้นใช้ได้ในบางช่วง แต่โดยรวมแล้วไม่โดดเด่น หนังขาดจังหวะการเล่าเรื่องที่ลื่นไหล มีช่วงที่ยืดเยื้อและน่าเบื่อ
บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ
แนวคิดหลักของ วิบัติการณ์สยองโลก คือการที่ธรรมชาติปล่อยสารพิษจากพืชเพื่อกำจัดมนุษย์ที่รุกรานเกินไป ถือเป็นประเด็นทางสิ่งแวดล้อมที่น่าสนใจ แต่การนำเสนอของ Shyamalan กลับเต็มไปด้วยความไร้เหตุผล ตัวอย่างเช่น ทำไมภัยพิบัติถึงเกิดขึ้นเป็นหย่อม ๆ และผู้คนถึงเลือกฆ่าตัวตายในรูปแบบเดียวกัน? ทำไมตัวละครหลักถึงรอดตายอย่างง่ายดาย? หนังไม่พยายามอธิบายกลไกของปรากฏการณ์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่สร้างกฎเกณฑ์ของตัวเองให้สอดคล้องกัน นอกจากนี้ บทพูดของตัวละครยังดูโอเวอร์และไม่สมจริง โดยเฉพาะฉากที่เอลเลียตกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับความอ่อนแอของมนุษย์ จุดนี้อาจทำให้คนดูหัวเราะแทนที่จะสะเทือนใจ อย่างไรก็ตาม หนังยังคงมีเสน่ห์ในฐานะผลงานที่กล้าท้าทายแนวคิดกระแสหลัก และการจากไปอย่างกะทันหันของตัวละครบางตัวก็สร้างความตกใจได้อยู่บ้าง
สรุป
<p><strong>วิบัติการณ์สยองโลก</strong> คือหนังที่เหมาะสำหรับแฟนพันธุ์แท้ของ M. Night Shyamalan หรือคนที่ชอบหนังไซไฟแนวคิดเหนือจริง แต่สำหรับผู้ชมทั่วไปที่คาดหวังความสมเหตุสมผลและความน่ากลัว อาจผิดหวังได้ง่าย หากคุณเป็นคนที่ชอบวิเคราะห์หาความหมายซ่อนเร้น หนังเรื่องนี้อาจมอบประสบการณ์ชวนขบคิด แต่ถ้าคุณต้องการหนังระทึกขวัญที่ทำการบ้านมาดี ขอแนะนำให้เลี่ยง</p>
ภาพจากหนัง
👍 จุดเด่น
- +แนวคิดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการตอบโต้ของธรรมชาติชวนขบคิด
- +ฉากฆ่าตัวตายบางฉากสะเทือนใจและสร้างความตกใจ
- +ความยาวเพียง 90 นาที กระชับไม่ยืดเยื้อ
👎 จุดด้อย
- −บทพูดและการแสดงดูแข็งทื่อ ไม่เป็นธรรมชาติ
- −การดำเนินเรื่องไร้ตรรกะ มีช่องโหว่มากมาย
- −ไม่สามารถสร้างบรรยากาศน่ากลัวหรือลุ้นระทึกได้อย่างที่ควร
- −มุกตลกไม่ตั้งใจ (unintentional comedy) ทำให้เสียอารมณ์
นักแสดงนำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ไม่ใช่ หนังเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ที่虚构ขึ้น โดยได้แรงบันดาลใจจากแนวคิดที่ว่าพืชสามารถปล่อยสารเคมีเพื่อสื่อสารหรือป้องกันตัว
ไม่มี ปัจจุบันยังไม่มีข่าวเกี่ยวกับภาคต่อหรือการรีเมค
หนังได้รับคำวิจารณ์ในแง่ลบเป็นส่วนใหญ่ โดยชี้ว่าบทและการแสดงไม่ดี แต่บางคนก็ชื่นชอบแนวคิดและความกล้าของผู้กำกับ
เขามีผลงานดัง เช่น The Sixth Sense, Unbreakable, Signs, The Village, Split และ Glass